ตั้งแต่ตัดสินใจแยกทางกับค่ายสหมงคมฟิล์ม “จา พนม ยีรัมย์” ก็โดนกระหน่ำด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากสังคม เรียกได้ว่าได้ฝ่ามรสุมชีวิต ที่ถาโถม ปะดังปะเด เข้ามาทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว อีกทั้งการเดินทางไปร่วมงานกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดใน Fast & Furious 7 ก็ทำให้ข่าวคราวของ “จา พนม ยีรัมย์” ขาดหายไป ทำให้แฟนหนังและคนดูต่างคอยติดตามตลอดปี 2557 พร้อมเฝ้าลุ้นว่าพี่จา โกอินเตอร์แล้วจะรุ่งหรือเปล่า จะได้บทบาทดี ๆ ที่ให้คนไทยภูมิอกภูมิใจในมวยไทยได้หรือไม่ อย่างที่ทราบกันว่า Fast & Furious เป็นหนังรถแข่งที่ทำมา 7 ภาคแล้ว นอกจาก เจมส์ วาน ผู้กำกับผีสุดเฮี้ยนอย่าง The conjuring, Insidious นั่งแท่นกำกับหนังแอ็คชั่นเรื่องแรกแล้ว ตัวภาพยนตร์ก็ต้องหาอะไรมาเป็นสีสันใหม่ ๆ ให้กับเรื่อง ซึ่ง จา พนม ก็ได้รับเกียรตินี้ คอหนังบ้านเราก็อยากรู้ว่าพี่ จา พนม จะเป็นแค่สีสันแบบแว๊บ ๆ ในเรื่อง  หรือเป็นสีสันที่ฉูดฉาดสะดุดตาสะดุดใจผู้ชมแฟนหนังรถแข่งเรื่องนี้

จา พนม ยีรัมย์ ใน Fast & Furious 7

(Credit: http://cdn.cinemur.fr)

ด้วยหลาย ๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็น การเสียชีวิตของ พอล วอคเกอร์ หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง และคดีความฟ้องร้องเกี่ยวกับสัญญาระหว่าง “จา พนม ยีรัมย์” กับ ค่ายสหมงคมฟิล์มทำให้ Fast & Furious 7 ที่เข้าฉาย เดือน เมษายน 2558 กลายเป็นกระแสขึ้นมาอย่างมาก  ทุบสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศไทย เปิดตัววันแรกด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลสำหรับ การออกฉายในวันธรรมดา ภาพยนต์เรื่องนี้ได้สร้างประวัติการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ภาพยนต์ต่างประเทศที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล ด้วยรายได้มากกว่า 380  ล้านบาท (ตัวเลขรายได้เฉพาะกรุงเทพ ฯ และเชียงใหม่)  บาบาทของพี่ จา ในเรื่องเด่นอยู่มิใช่น้อย ไฟท์กันตัวต่อตัวกับ พอล วอคเกอร์ ด้วยมวยไทยอย่างสุดมันส์

ล่าสุดกระแส  Fast & Furious 7 ยังไม่จางหาย “จา พนม ยีรัมย์” ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวหนังเรื่อง Skin trade คู่ซัดอันตราย  เป็นหนังโกอินเตอร์ที่ จา พนม รับบทเด่นในเรื่อง ประกบกับนักแสดงฮอลลีวูดอย่าง  ดอล์ฟ ลันด์เกรน, รอน เพิร์ลแมน, ไมเคิล เจ ไวต์ แม้หนังจะได้รายได้ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก แต่ในตลาดต่างประเทศ Skin Trade ถือเป็นหนังฟอร์มเล็กที่ทำลงแผ่นเพื่อขายเท่านั้น การได้เข้าฉายโดยจำกัดเพียงหนึ่งโรง และทำรายได้ไม่สูงนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

จา พนม ข้ามฝั่งมาร่วมงานกับภาพยนต์ฮ่องกงภาคต่อ

จา พนม ยีรัมย์ รับบท ชัย ใน SPL 2: A Time For Consequences (Credit: http://s1101.photobucket.com)

ขณะเดียวกันจา พนม ข้ามฝั่งมาร่วมงานกับภาพยนต์ฮ่องกงภาคต่อ เรื่อง SPL 2: A Time For Consequences เรียกว่าเป็นหนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ ที่รวมดาราฮ่องกงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เยิ่น ต๊ะหัว (Simon Yam), กู่เทียนเล่อ (Lois Koo) และ อันจื้อเจี๋ย (Andy On) โดย “จา พนม ยีรัมย์” รับบทเป็น ชัย ผู้คุมนักโทษที่ร่วมมือกับตำรวจฮ่องกงปราบปรามแก๊งมาเฟีย ที่มาติดคุกในเมืองไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเอกหลาย ๆ ตัวของเรื่อง  เข้าฉายเปิดตัววันที่ 18 มิถุนายน 2558 ถล่ม box office ประเทศจีน เข้าฉายวันแรก สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการหนังจีนแอ็คชั่น ด้วยรายได้สูงสุด 72 ล้านหยวน หรือ 390 ล้านบาท เบียด Jurassic World ลงไปที่สอง และยังคงทำรายได้แรงทะลุเร็วอย่างยั้งไม่อยู่ เข้าฉายแล้ววันนี้ทั่วทุกโรงภาพยนต์ในประเทศจีน

จา พนม ยีรัมย์ (4)

ย้อนกลับมาที่แวดวงภาพยนต์ไทยปีนี้ในพ.ศ.2558 มันก็ผ่านไปแล้วเกินกว่าครึ่งปี มีภาพยนต์ไทยเข้าฉายกว่า 20 เรื่อง ทำรายได้ไปเพียงแค่ 70 ล้านบาท ร่อแร่อยู่มิใช่น้อย  “โปรดักชั่นแย่ บทหนังอ่อนแอ เสียเวลาดูหนังไทยในโรง”  เสียงพร่ำบ่นจากคนดูภาพยนต์ไทย จะมีก็แค่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา อภิมหาภาพยนต์ไทยฟอร์มยักษ์ ภาคต่อลำดับที่6 ที่ทำรายได้ 100 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นภาคที่ทำรายได้น้อยที่สุดใน 6 ภาค และรายได้ดังกล่าวถ้าเทียบกับทุนสร้างแล้วก็เจ็บตัวอยู่ทีเดียว วงการภาพยนต์ไทยทรุด น่าหวั่นใจ คนทำหนังไทยซึมกันเป็นแถว ถ้าจะมีคนไทยที่ทำภาพยนต์แล้วยิ้มออกในช่วงครึ่งปีนี้ก็คงเป็น “จา พนม ยีรัมย์” หรือ โทนี่ จา เพียงคนเดียว เพราะในช่วงเวลาเพียงแค่ 6 เดือนมีภาพยนต์ออกมา 3 เรื่อง รายได้ภาพยนต์ถล่มถลาย ทำให้เป็นไปได้ว่า จา พนม น่าจะเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำภาพยนตร์แล้วรุ่งในครึ่งปีแรก  การไปโกอินเตอร์ ของเขาเรียกได้ว่าไปได้ดีอย่างแท้จริง ทั้งในฮอลลีวูด และ ฮ่องกง  จา พนม นำเอาการต่อสู้แอ็คชั่น แบบมวยไทย ใส่สไตล์ความดิบ เถื่อน เร้าใจ ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน นำไปสู่ตลาดภาพยนต์มาตรฐานสากลได้อย่างสง่างาม

จา พนม ยีรัมย์ (7)

ส่วนวงการภาพยนต์ไทยบ้านเราครึ่งปีหลังนี้ จะไปอีท่าไหนยังไม่มีใครรู้  วลีติดหูที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ที่ว่า “ดูหนังไทยในโรงไม่คุ้ม สู้ดูหนังฝรั่งไม่ได้คุ้มกว่า หรือ หนังไทยเดี๋ยวไปโหลดดูเอาก็ได้” มันเจ็บจี๊ดเสียดแทงลงไปในหัวใจของคนทำภาพยนต์ไทยจริง ๆ ผมคนรักภาพยนต์ไทยคนหนึ่งก็อดเจ็บแทนไปด้วยไม่ได้

รู้สึกยังไงกับบทความนี้
  • ไม่ไหวจะเคลียร์ (0)
  • บ้าไปแล้ว (0)
  • เฉย ๆ (1)
  • กร๊าก (0)
  • สุดยอด (0)
  • ฟินเว่อร์ (0)